cheap nfl jerseys http://www.cheapjerseyslan.com wholesale nfl jerseys Create Your Individual Custom Football Jerseys Power Baseball Merchandise Sales At Online Store A Puppy To Accept His Collar And Leash

หัวใจของธุรกิจ

หัวใจของเครือข่ายสีขาว


เหรียญมีสองด้าน ทุกสิ่งในโลกนี้ก็เช่นกันครับ อาชีพใดๆก็มีทั้งคนดีและคนเลว ถ้าเรามองได้อย่างนี้ เราก็จะค้นพบสัจธรรม อาจจะเห็นโอกาสที่ดีในชีวิตนะครับ
ดังนั้น ผมจึงตั้งกลุ่มเครือข่ายสีขาวขึ้นมา เพื่อสร้างน้ำดีให้กับวงการธุรกิจเครือข่ายไทย เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้แบบยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมะและการมีสติในการทำธุรกิจครับ
แล้วทำไมต้องทำเครือข่ายสีขาวล่ะ?
แล้วทำไมต้องทำเครือข่ายสีขาวล่ะ?
คุณเคยมีฝันมั๊ยครับ
ตอนเด็กๆ เราฝันอยากเป็น หมอ พยาบาล วิศวกร ครู ทหาร ตำรวจ นักร้อง นักแสดง อยากสอบได้คะแนนดีๆ อยากมีของเล่น
ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย เราอยากมีรายได้ดี มีรถ มีบ้าน มีโทรศัพท์มือถือดีๆ ส่งเงินให้พ่อแม่เยอะๆ อยากไปเที่ยวรอบโลก
เมื่อเราทำงาน เราฝันให้ยอดขายเดือนนี้ถึงเป้าของบริษัทจะได้ไม่โดนไล่ออก ขอให้ได้ค่าคอมมิชชั่นเยอะๆ อยากเลื่อนตำแหน่ง อยากได้โบนัสเยอะๆปลายปี อยากมีวันพักร้อนบ้าง
ตอนเกษียร เราฝันให้ไม่เจ็บป่วย มีเงินพอดูแลตัวเอง มีลูกหลานไว้ดูแลเรา และอย่าเพิ่งตายเร็ว เพราะที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก ยังไม่มีอะไรเป็นจริงสักอย่าง
ฝันของเรามักจะเล็กลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผ่านไป หลายคนบอกว่า การทำตามฝันนั้นยากเหลือเกิน แต่ชีวิตที่เลือกเดินตามค่านิยมของสังคม ทำงานที่คนอื่นอยากให้ทำ ใช้ชีวิตอย่างที่คนอื่นอยากให้ใช้ ปล่อยอนาคตไปอย่างที่เราสบายใจ ไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องออกจากพื้นที่สบาย แบบนี้เหนื่อยน้อยกว่าจริงหรือ
ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ทำงานอะไร จะรวยหรือจน จะใช้ชีวิตตามความฝันหรือไม่ทำตามฝัน ยังไงก็เหนื่อยและทุกข์เท่ากันอยู่ดีครับ ดังนั้นถ้าท่านได้ทำตามฝันล่ะ จะเป็นยังไง บอกได้คำเดียวว่า คุ้มค่าครับ
ความเหนื่อยจากการเดินตามฝันมีอะไรบ้าง

  1. เหนื่อยจากการสร้างเนื้อสร้างตัว (แต่เหนื่อยชั่วคราว)
  2. เหนื่อยเพราะต้องไปเที่ยวบ่อย (เพราะเราจัดสรรเวลาเอง ไม่ต้องส่งใบลาให้ใคร)
  3. เหนื่อยเพราะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างฝัน
  4. เหนื่อยใจเพราะไม่รู้จะจัดการรายได้ที่ไหลเข้ามาเรื่อยๆอย่างไร
  5. เหนื่อยเพราะความท้าทาย
  6. เหนื่อยเพราะเป็นนายตัวเอง
  7. เหนื่อยแล้วตายตาหลับ เพราะภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ

จากประสบการณ์ของผม ธุรกิจเครือข่ายคือทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ผมได้ทำตามฝัน มีรายได้ มีเวลา ได้ไปท่องเที่ยวในที่ที่ผมไม่เคยไป ท้าทายให้ผมพัฒนาตัวเอง จนผมอยากถ่ายทอดประสบการณ์นี้ให้กับทุกคนครับ
วิธีการทำเครือข่ายสีขาว ที่ถูกต้องและยั่งยืน

  • ใช้ปัญญา
  • ขอย้ำว่า “ปัญญา” ต้องมาก่อนเงินตรา” และ “สติ” ต้องมาก่อน “สตางค์” เสมอนะครับ หลายคนทำธุรกิจโดยใช้อารมณ์อย่างเดียว หรือทำเพราะความโลภ ทำให้คนล่มมาแล้วทั้งสิ้น มีการศึกษานักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จ มักจะเป็นคนที่รู้ทันความโลภของตัวเอง คิดแบบเป็นระบบ มีกลยุทธ์ในการเล่น รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ มีความสุขุมรอบคอบ และควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดี นักธุรกิจเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จก็เช่นเดียวกันครับ ต้องมีสติ รู้ทันอารมณ์ของตัวเอง ใช้ปัญญาในการตัดสินใจ ทำงานอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน และไม่โลภครับ

     
    มีทรัพย์ แต่ไม่มีศีล...ไม่นานทรัพย์ก็หมด
    มีสตางค์ แต่ไม่มีสติ...ไม่นานสตางค์ก็หมด
    มีเงินตรา แต่ไม่มีปัญญา...ไม่นานเงินตราก็หมด
    ก่อนมีทรัพย์ หมั่นรักษาศีล
    ก่อนมีสตางค์ หมั่นรักษาสติ
    ก่อนมีเงินตรา หมั่นพัฒนาปัญญา
    หากทำได้ดังนี้ เมื่อสมบัติทางโลก
    ไหลเข้ามาทางกระเป๋า
    ความประเสริฐในตัวเราจะไม่ไหลออกไปจากใจ

    ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

  • พัฒนาตัวเองให้เป็นนักธุรกิจเครือข่ายสีขาวมืออาชีพ
  • การเป็นนักธุรกิจเครือข่ายมืออาชีพ ต้องมีอุปนิสัยของผู้สำเร็จ 5 ประการ

    1. คุณต้องเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองก่อนที่จะแนะนำคนอื่น
    2. ต้องทดลองให้เห็นผลจริง และเรียนรู้ส่วนประกอบ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสินค้าจนชำนาญ และสามารถให้ข้อมูลแก่ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง ยิ่งถ้าเป็นอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสวยความงาม ยิ่งต้องใส่ใจข้อมูล เพราะว่าเราต้องให้สิ่งที่ดีกับลูกค้าและทีมงาน ให้ความปรารถนาดีอยากให้เขาสุขภาพดีและมีความสุข

    3. สร้างพลังบวกให้ตัวเองและผู้อื่น  โดยเก็บเกี่ยวเรื่องราวดีดีจากการทำงาน จากสินค้า จากประสบการณ์ต่างๆ เพื่อบอกเล่า แบ่งปัน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆที่อยากตามหาความฝันหรือประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต
    4. หลักสำคัญของการทำธุรกิจเครือข่าย คือ การช่วยทีมงานให้ประสบความสำเร็จ การช่วยเหลือกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร ทำงานบนพื้นฐานของความเมตตา และรู้สึกยินดีเมื่อทีมงานประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าเขาจะได้ตำแหน่งหรือรายได้มากกว่าเรา แต่บุญที่เราได้ช่วยเหลือคนอื่นเป็นพลังชีวิตดีเยี่ยมที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน
    5. ใช้ระบบ สื่อ และกิจกรรมที่บริษัทจัดให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทีมงานในเรื่องการความรู้ ทักษะการทำธุรกิจ โดยเฉพาะตัวเราเองต้องเข้าประชุมและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ และชวนทีมงานมาด้วย
    6.  พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ จำไว้ว่าความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ จะสร้างรายได้และโอกาสอื่นๆให้คุณอีกมากมาย

  • ใช้อิทธิบาท 4 เพื่อบรรลุสู่ความสำเร็จ
  • พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนหลักแห่งอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นหลักของการทำงานให้ประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

    1. ฉันทะ หรือ รัก (Passion)  คือความต้องการและใจรักที่จะทำสิ่งนั้นๆ
    2. วิริยะ หรือ ขยัน (Determination) คือความขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอย
    3. จิตตะ หรือ ตั้งใจ (Concentration) คือความมุ่งมั่นจดจ่อในสิ่งที่ทำ ไม่ฟุ้งซ่าน
    4. วิมังสา หรือ ไตร่ตรอง (Evaluation) คือหมั่นใช้ปัญญา พินิจพิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผล ตรวจสอบคุณภาพสิ่งที่ทำ เพื่อแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาต่อยอดต่อไป

    บางคนบอกว่า ทำธุรกิจเครือข่ายมาตั้งนานแล้วก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที คนที่สำเร็จคงไม่มีอยู่จริงแน่ๆ  ทั้งๆที่ขยันและตั้งใจมากๆ แท้ที่จริงแล้วเราสามารถใช้อิทธิบาท 4 ในการพิจารณาหาสาเหตุที่เราไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่ายได้นะครับ คุณต้องทำครบทั้ง 4 ข้อ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งอาจทำให้เราถึงเป้าหมายช้าลง หรือไม่ถึงเป้าหมายเลยก็เป็นได้
    เช่น ถ้าเราไม่มีฉันทะหรือความรักในสิ่งที่ทำ ทั้งสามข้อก็จะไม่เกิดครับ เพราะถ้าคนใดมีความรักและมีความสุขในสิ่งที่ทำ เขาจะพากเพียร (วิริยะ) จดจ่อ (จิตตะ) และปรับปรุงแก้ไข (วิมังสา) ทำงานให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องมีใครสั่ง อยากตื่นนอนทุกเช้าเพื่อออกไปช่วยทีมงานหรือหาผู้มุ่งหวัง ถึงแม้เราจะเหนื่อยกาย แต่ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เราจะรู้ว่าเราเหนื่อยไปเพื่ออะไร เป็นความเหนื่อยที่มีความหมายกับชีวิตครับ
    ดังนั้นวิธีทำธุรกิจเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จ ให้คุณถามตัวเองให้เคลียร์ว่าคุณทำไปเพื่ออะไร (Start with Why) คุณต้องการอะไร จินตนาการให้ได้ว่าถ้าคุณประสบความสำเร็จแล้ว ตัวคุณจะเป็นอย่างไร พ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวจะเป็นอย่างไร คุณจะได้คุณค่าอะไรกับชีวิต เมื่อคุณวาดภาพชัด จะช่วยให้คุณเกิดความศรัทธาในสิ่งที่ทำ ช่วยยึดโยงคุณเข้าสู่เป้าหมายในวันที่คุณเบนออกจากเป้าหมาย หรือรู้สึกท้อแท้ ล้มเหลว สิ่งนี้สำคัญมากๆครับ
    หรือถ้าเราขยันแบบไร้จิตตะ (ขยันแบบไร้ประสิทธิภาพ) คือใช้เวลาทำงานมากแต่ไม่เกิดผลลัพธ์ หรือทำแต่เรื่องจุกจิก ไม่สำคัญ เช่น ไปประชุมที่บริษัท แต่ไม่เข้าร่วมกิจกรรม หรือใช้เวลานั่งเมาท์มอยทีมงานแทนที่จะโทรนัดผู้มุ่งหวัง แบบนี้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จนะครับ
    ปัจจุบันเราเข้าสู่ยุคที่เชื่อว่าการเรียนรู้สามารถพัฒนาได้แล้วครับ ไม่มีคำว่าเก่งกว่า เรียนสูงกว่า รวยกว่า ไอคิวสูงกว่าแล้วจะประสบความสำเร็จแล้ว ธุรกิจเครือข่ายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะจบด๊อกเตอร์หรือจบแค่ ป.4 ไม่ว่าฐานะการเงินจะเป็นอย่างไร ประสบความสำเร็จอะไรมามากแค่ไหน ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ผมเจอมามากครับที่แม่ค้าขายของในตลาดมีตำแหน่งและรายได้มากกว่าเจ้าของกิจการเสียอีก ความผิดพลาดในชีวิตมนุษย์มี 2 แบบครับ 1) ความผิดพลาดที่ถูกต้อง คือ เมื่อทำผิดแล้ว เกิดการศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อ 2) ความผิดพลาดที่ผิด คือ ทำผิดแล้ว ไม่ปรับปรุง หยุดทำ พร่ำบ่น คิดฟุ้งซ่านเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ปรับปรุงแก้ไขใดๆให้ดีขึ้น แล้วแต่ว่าคุณเลือกจะเป็นแบบไหน

    “คำถามแห่งความร่ำรวย ไม่ใช่คำถามที่ว่า
    ฉันจะตักตวงจากผู้คนให้ได้มากที่สุดอย่างไร
    แต่คือคำถามที่ว่า
    ฉันจะรับใช้ผู้คนได้มากที่สุดได้อย่างไร
    คิดจะเอา เราจะไม่ได้
    คิดจะให้ เราจะรับไม่ทัน”

    บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

  • สามระดับการทำงานที่จะกำหนดความสำเร็จของคุณในธุรกิจเครือข่าย
  • ระดับที่ 1 ทำเพื่อเสร็จ
    สาเหตุที่คนมากมายทำงานหนัก แต่ยังยากจนอยู่ เพราะคนกว่า 80% ในโลก ทำงาน “เพื่อเสร็จ” เขาเคยชินกับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย พยายามทำงานให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้พักผ่อน นั่งดูทีวีหรือไปเที่ยวหลังเลิกงาน เขาเหล่านี้ทำงานเพื่อรอวันหยุด เข้าข่าย “รักบ่ายวันศุกร์ สนุกวันเสาร์ นั่งเศร้าวันอาทิตย์”
    ระดับที่ 2 ทำเพื่อทรัพย์
    เป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก แทบไม่มีวันหยุด ไม่ดูแลสุขภาพ พยายามปิดการขายให้ได้มากที่สุด ทั้งตื้อ ทั้งตาม ทั้งพูดชวนเชื่อ ทำเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนความสุขของลูกค้าหรือใครๆ การทำงานแบบนี้จะร่ำรวยในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คุณอาจต้องสูญเสียสุขภาพ เพื่อน ความสุขจากการที่คุณได้ทำในสิ่งที่รัก หรือความสุขที่ได้ทำเพื่อผู้อื่น
    ระดับที่ 3 ทำเพื่อสุข
    เป็นกลุ่มคนที่ทำงานบนพื้นฐานของการช่วยเหลือผู้อื่น อยากเห็นผู้อื่นมีความสุข  มีความสุขจากการได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อส่งมอบสิ่งดีดีให้คนรอบตัว และในท้ายที่สุด ความสุขนั้นก็มอบรายได้ให้เรา
    ถ้าทำงานเพื่อเสร็จอย่างเดียว ก็จะได้เสร็จ แต่ได้ทรัพย์และได้สุขน้อย
    ถ้าทำงานเพื่อทรัพย์อย่างเดียว ก็จะได้ทรัพย์และเสร็จด้วย แต่ได้สุขน้อย
    ถ้าทำงานเพื่อสุขของทั้งตนเองและผู้อื่น ก็จะได้เสร็จ ได้ทรัพย์ และได้ความสุขอย่างแน่นอน

  • ใช้เวลาอย่างเศรษฐี
  • คนที่ประสบความสำเร็จจะโฟกัสสิ่งที่สำคัญเสมอ จะไม่มีคำว่า “ไม่มีเวลา” เพราะถ้าคุณเห็นความสำคัญของสิ่งใด คุณจะมีเวลาให้กับสิ่งนั้นเสมอ เช่น
    ถ้าการดูละครหลังข่าวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาดูละครหลังข่าว
    ถ้าการใช้เวลากับคนที่รักเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาอยู่กับคนที่รัก
    ถ้าการเล่นเกมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาเล่นเกม

    หรือ

    ถ้าการอ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาอ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมง
    หากการเข้าคอร์สพัฒนาตนเอง 5 วันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาเข้าคอร์สพัฒนาตนเอง 5 วัน
    ถ้าการทำงานเพิ่มวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหารายได้เสริมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาทำงานเพิ่มวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหารายได้เสริม
    ถ้าการออกกำลังกายวันละ 20 นาที เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณจะมีเวลาออกกำลังกายวันละ 20 นาที
    ดังนั้นเรามีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จต่างกันจึงไม่ใช่เวลา แต่เป็น “วินัย” ครับ
    คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่คนที่มี “เวลาไม่พอ” แต่เป็นปัญหาของ “วินัยไม่พอ”ต่างหากครับ
    หรือการใช้เวลาช่วงว่างๆ เช่นรถติด หรือรอคิวทำธุรกรรมทางธนาคาร หรือเวลาช่วงก่อนนอน คุณสามารถบริหารเวลาให้เป็นประโยชน์ได้ เช่น ฟัง Audio CD ที่มีประโยชน์ มีหนังสือติดตัวไว้อ่านตลอดเวลา

  • หาระบบช่วยทำงาน
  • พ่อแม่มักจะสอนให้เราทำงานหนัก แล้วเราจะได้ร่ำรวย คนหลายคนจึงยอมทำงานถวายหัวเพื่อหวังว่าจะมีรายได้มากๆ ชีวิตบั้นปลายจะได้สบาย แต่ในความเป็นจริง คนที่ประสบความสำเร็จในโลก เขาไม่ได้ทำงานด้วยตัวเองครับ เขาใช้ระบบในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น เจ้าสัวซีพี มีสาขาร้าน 7-11 อยู่ 9,000 กว่าสาขาทั่วประเทศ เวลาเราซื้อของใน 7-11 สาขาใดก็ตาม ก็เหมือนเราซื้อของจากเจ้าสัวซีพีเอง เจ้าสัวจึงเหมือนมีร่างอยู่ 9,000 ร่าง ดังนั้นถ้าหนึ่งสาขาเปิดขายตลอด 24 ชั่วโมง เท่ากับว่าเจ้าสัวซีพีมีเวลาในการทำงานเท่ากับ 24 x 9,000 = 21,600 ชั่วโมง

    แล้วคุณล่ะครับตอนนี้มีกี่ร่าง และมีเวลาในการหาเงินกี่ชั่วโมง ถ้าคุณอยากมีรายได้เพิ่มก็ต้องใช้ระบบในการจำลองร่างของคุณให้เพิ่มขึ้นนะครับ ระบบที่จะทำให้คุณมีหลายร่างในการทำงาน มีอยู่หลายอย่าง เช่น ลิขสิทธิ์หนังสือ ธุรกิจเฟรนไชส์ ทำคอร์สสอนออนไลน์ หรือทำธุรกิจเครือข่าย ถือว่าเป็นระบบที่ทรงพลัง กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และไม่ต้องลงทุนมาก และคุณสามารถสร้างทีมเพื่อทำงานร่วมกันได้ เป็นทฤษฎีของคานผ่อนแรง ทำงานคนละนิดพร้อมกัน ย่อมส่งพลังมหาศาลครับ

    สินค้าในธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และใช้ได้ผลจริง ดังนั้นถ้าเรามุ่งเน้นไปที่การแนะนำสินค้าให้กับผู้มุ่งหวังที่ดูแลสุขภาพ ผู้มุ่งหวังเหล่านี้จะเต็มใจที่จะบอกต่อๆไป หรืออาจชวนคนมาซื้อสินค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ให้จำไว้ว่า เราต้องเน้นการแนะนำสินค้าที่มีคุณภาพจริงๆ อย่างซื่อสัตย์ จริงใจ และหวังให้ลูกค้าได้ประโยชน์เต็มที่ แบบนี้กลยุทธ์แบบปากต่อปากจึงจะประสบความสำเร็จครับ

  • การลงมือทำ
  • การลงมือทำนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะคนมากมายรู้ว่าต้องคิดอย่างไร ตั้งเป้าหมายอย่างไร และต้องทำอย่างไร แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะลงมือทำจริงๆ ตามกฎของพาเรโต 80/20 กล่าวว่า คนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ จะอ่านเนื้อหาในเว็บนี้และจะนำไปลงมือทำจนประสบความสำเร็จ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์จะได้ความรู้ ได้แรงบันดาลใจ แต่ชีวิตจะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
    ถ้าคุณกำลังจะเป็นคน 80 เปอร์เซ็นต์ที่ผมบอกไว้ ผมจะบอกว่าผมมีเคล็ดลับที่จะทำให้คุณสำเร็จได้เช่นกันครับ
               

    “เศรษฐีไม่ใช่คนที่เลือกทำสิ่งที่ง่ายที่สุด แต่เศรษฐีคือคนที่จะเลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะง่ายหรือยากก็ตาม”


    คุณบางคนอาจกำลังเป็นแบบนี้นะครับ
    คุณไม่เคยสนใจที่จะหาอิสรภาพทางการเงิน การโทรหาลูกค้า การอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง การตื่นแต่เช้าในวันหยุดเพื่อไปสัมมนาหาความรู้ การทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าเพื่อสร้าง Connection เพราะว่าในคุณรู้สึกเหนื่อยเกินไป คุณจึงใช้ชีวิตแบบไหลไปวันๆ ใช้เงินเดือนชนเดือน กู้เงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ใช้เครดิตรูดซื้อทุกอย่างที่ต้องการ ไม่เคยมีเงินเก็บ ไม่มีสินทรัพย์ ไม่มี passive income และไม่สนใจที่จะวิธีที่จะให้ระบบทำงานให้คุณ
    วันหนึ่งที่บริษัทของคุณปิดตัว คุณตกงาน คนในครอบครัวป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล คุณก็จะเครียด ก่นด่าโชคชะตา เบื่อโลก ทำร้ายตัวเอง หรืออาจทำอันตรายกับตัวเองร้ายแรงถึงชีวิต
    เพียงเพราะว่าคุณเลี่ยงที่จะไม่เผชิญความยากลำบากตั้งแต่ตอนที่ตัวมันยังเล็กอยู่นั่นเอง
    ดังนั้น ไม่ว่าจะยังไงชีวิตก็เป็นความเจ็บปวดครับ เพียงแต่ว่าคุณจะเลือกเจ็บปวดตั้งแต่ตอนนี้เพื่อมีความสุขในบั่นปลาย หรือสบายตอนนี้แต่ลำบากตอนแก่
              
      ราคาที่คุณต้องจ่ายให้ชีวิตที่ยอดเยี่ยม คือ วินัย
                ราคาที่คุณต้องจ่ายให้ชีวิตที่บรรลัย คือ การตามใจตัวเอง

    ขุนเขา สินธุเสน

    เคล็ดลับเมื่อเราเริ่มขี้เกียจ

    1. คิดถึงเป้าหมายเล็กๆ เพราะสมองมักจะสร้างจินตนาการถึงปลายทางไปก่อนเวลาคุณอยากทำงานสักอย่าง ซึ่งปลายทางนั้นมักเต็มไปด้วยความลำบาก ความเหนื่อยยาก ความอดทน พลอยทำให้เราไม่อยากเริ่มต้นทำอะไร ดังนั้น ให้คุณคิดถึงสิ่งที่ต้องทำตรงหน้า เช่น ฉันต้องโทรศัพท์นัดลูกค้า 30 คนในสัปดาห์นี้ วันนี้ฉันจะโทรนัด 4 คน เช้าโทร 2 คน บ่ายโทร 2 คน แล้วลงมือทำเลย เพราะถ้ามัวแต่คิดถึง 30 คน คุณจะรู้สึกเหนื่อยและไม่อยากทำทันที
    2. ถ้าจะทำอะไรดีๆ อย่าคิดนานเกิน 3  วินาที ติดแล้วให้เริ่มต้นทำเลย เพราะเมื่อเราเริ่มต้นทำแล้ว สมองจะไม่อยากหยุดทำ
    3. สมองถูกสร้างมาให้ “กลัว” การสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แล้วมากกว่าการ “อยาก” ได้รับสิ่งที่ยังไม่มีเสมอ ดังนั้นให้สร้างสิ่งที่คุณต้องการขึ้นมาให้ได้เป็นอิฐก้อนแรก และตั้งเป้าหมายในจินตนาการจนเห็นภาพชัดว่าเราต้องสำเร็จแบบนั้น ต้องไปยืนในจุดนั้นให้ได้ ในที่สุดแล้วสมองจะกลัวการสูญเสียภาพเหล่านั้นไป และจะเริ่มสร้างพลังเพื่อรักษาและต่อยอดสิ่งที่สร้างเอาไว้เอง
    4. ช่วงแรกของการลงมือทำอะไรก็ตามมักจะยากเสมอ แต่ถ้าคุณมีวินัยมากพอ และทำงานนั้นซ้ำๆกันสัก 3-4 ครั้ง สมองจะเริ่มสร้างเชื่อมต่อเส้นประสาทส่วนที่เกี่ยวข้อง และในที่สุดมันจะเป็นอัตโนมัติของคุณไปเอง